The untamed ~ เว่ยอิง

“สมกับที่เป็นเจ้า…”

ในเรื่องปรมาจารย์ลัทธิมารถ้าเราคิดถึงหนุ่มน้อยขี้เล่น อารมณ์ดี ชอบแกล้งและยิ้มสดใส เขาคนนั้นคงไม่ใช่ใครนอกจาก “เว่ยอิง” เด็กกำพร้าคนหนึ่งที่มีชีวิตรอดอยู่ได้ด้วยความเมตตาจากคนอื่น

เว่ยอิงเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างน่ารัก เขาช่างฉอเลาะและชอบเจรจาไปทั่ว นิสัยแบบนี้เองที่ทำให้ใครๆ ชอบเขา โดยเฉพาะศิษย์พี่หญิง “เจียงเยี่ยนหลี” ที่รักเขาไม่ต่างจากน้องชายแท้ๆ อีกคน

ความรักของตระกูลเจียงทำให้เว่ยอิงไม่เคยขาดความอบอุ่น การเป็นที่รักและรู้ตัวว่าถูกรักแม้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทำให้เขากลายเป็นคนมั่นใจในตัวเองและกล้าที่จะรักคนอื่น

ชอบคนไปทั่วหว่านเสน่ห์ไปเรื่อย เพื่อนที่เขามีไม่สำคัญว่าต้องเก่งแต่ต้องดี แม้จะชอบเล่นสนุกแต่ทุกคนที่เว่ยอิงเลือกล้วนแต่เป็นคนที่มีคุณธรรมประจำใจ

ท็อปที่สุดคือ “หลานจ้าน” ที่กว่าจะเลิกใช้สายตามองบนลงล่างกับเขาก็นานอยู่ เว่ยอิงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสายตาที่หลานจ้านมองเขาเปลี่ยนไปตอนไหน…มันทั้งนิ่งและลึกซึ้ง

หลานจ้านคนดี เขาคือคุณชายรองแห่งตระกูลหลานผู้งดงามทุกกระเบียดนิ้ว จะพูดออกมาแต่ละทีก็กลัวว่าดอกพิกุลจะร่วงออกมาจากปาก แต่เมื่อเห็นเว่ยอิงใช้วิชามารกลับกล้าตักเตือน ในขณะที่คนอื่นๆ ต่างหวาดกลัวและเยินยอเขา

“จิตใจของข้าเป็นยังไง…คนอื่นจะรู้ได้อย่างไร” เขาโต้กลับ คนอย่างเว่ยอิงรักอิสระที่สุด เส้นทางชีวิตขอเลือกด้วยตัวเอง ผิดถูกตัวเขาเท่านั้นที่รู้

เขาไม่เคยยึดติดกับใคร สิ่งเดียวที่พอจะฉุดรั้งเว่ยอิงไว้ได้คือความรับผิดชอบและหน้าที่

ดังนั้นเมื่อไม่เหลืออะไรให้ต้องดูแลอีก ไม่มีศิษย์พี่หญิงที่เขารักเหมือนแม่ สุดทางที่เขาเลือกเองว่าจะเดินไปจนสิ้นแสง วันนี้เมื่อแสงหมดสิ้นก็ถึงเวลาลงจากเวที

ในตอนที่เขาสะบัดมือหลานจ้านออกและทิ้งตัวลงสู่ก้นเหว เว่ยอิงยังจำได้ดีว่าสายตาที่หลานจ้านมองมาไม่สงบนิ่งอีกแล้ว มันปะปนคละเคล้าด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งตกใจ เสียใจและสิ้นหวัง

ลึกๆ ในใจเว่ยอิงก็อยากถามหลานจ้านสักคำว่าเชื่อใจเขาหรือไม่…ในเมื่อพวกเขาไม่เคยมีอะไรเหมือนกันเลย

หลานจ้านนั้นนิ่งสงบสยบทุกเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ใครจะคิดว่าคนอย่างเขาจะออกเดินทางไปทั่วสารทิศเพื่อดีดฉินถามไถ่หาวิญญาณของใครบางคน

เจ้าไม่อยากแม้แต่จะกลับมาแก้แค้นผู้คนที่ก่นด่าว่าเจ้าสักนิดเลยหรือ ความผิดที่เจ้าไม่ได้ก่อ…เจ้าไม่เพียงไม่หันมามอง แต่ไม่คิดจะกลับมาสักครั้ง

หลานจ้านไม่เชื่อหรอกว่าคนที่เคยให้คำสัญญาต่อหน้าฟ้า “ขอให้ข้าสามารถกำจัดคนชั่ว ช่วยเหลือผู้อ่อนแอ ไร้เรื่องละอายใจ” คนแบบนี้มีหรือจะละทิ้งคนอื่นไปง่ายๆ

การ “กบฏ” ต่อตระกูลเจียงของเว่ยอิง การยอมขัดแย้งกับเพื่อนอย่างเขา การยอมถูกตัดขาดจากสังคมที่เรียกตัวเองว่า “คนดี” แต่กลับทำร้ายคนอื่น

ผิดหรือถ้าเว่ยอิงจะเลือกช่วยเหลือคนอ่อนแอกว่าที่กำลังเดือดร้อน “ไร้เรื่องละอายใจ” ต่อหน้าฟ้า…หลานจ้านก็ให้คำสัญญาเช่นนั้น เขาทั้งคู่มีอุดมการณ์เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

เพียงแต่เว่ยอิงทำให้คำอธิษฐานเป็นจริงด้วยชีวิตตัวเอง ทั้งที่ทุ่มเททำเพื่อคนอื่นแต่กลับต้องตายไปพร้อมความความละอายใจและรู้สึกผิด

ไม่ต่างกันเลยกับหลานจ้านที่ต้องอยู่กับความว่างเปล่าเพียงลำพังมาตลอด 16 ปี

หากข้ายืนเคียงข้างเจ้าวันนั้น เว่ยอิง…เจ้าจะไม่กระโดดลงไปใช่หรือไม่

คำถามทั้งหมดไร้คำตอบ มีเพียงร่องรอยความทรงจำที่เว่ยอิงฝากไว้ คนโดดเดี่ยวอย่างหลานจ้านไม่เคยคบหาใครใกล้ชิด มีเพียงเว่ยอิงเป็นเพื่อน เขาเข้ามาและจากไปง่ายดายเหมือนสายลม

แต่ความรักและมิตรภาพจะยั่งยืนที่สุดเมื่อมีความนับถืออยู่ด้วย เว่ยอิงและหลานจ้านผ่านอะไรมากมายมาด้วยกัน เห็นความจริงใจ เสียสละ กล้าหาญ และมากด้วยสติปัญญาของอีกฝ่ายนับครั้งไม่ถ้วน

ยิ่งคบหา…ยิ่งน่านับถือ

การได้กลับมาเจอกันอีกครั้งแม้เว่ยอิงจะอยู่ในร่างคนอื่นหลานจ้านกลับไม่ใส่ใจเลย เมื่อเรารักและนับถือใครสักคนที่จิตใจ หน้าตาจะเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญ

ครั้งนี้ต่อให้แลกด้วยชื่อเสียงทั้งหมดหลานจ้านก็ไม่ยอมปล่อยมือ ไม่ใช่แค่เว่ยอิงเท่านั้นที่มีนิสัยบอกรักคนอื่นผ่านการกระทำของตัวเอง จุดนี้ทั้งสองคนเหมือนกันราวกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียว

เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดเปิดเผย ทุกคนได้รู้ความจริงว่า “จินกวงเหยา” อยู่เบื้องหลังเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมด ยาวนานเหลือเกินกว่าเรื่องจะจบสิ้น คนที่ตายไปแล้วไม่กลับคืน ชื่อเสียงที่เสียหายไปแล้วไม่กลับมา

แต่เว่ยอิงไม่สนใจความทุกข์ยากที่เคยได้รับในอดีตอีกแล้ว เรื่องราวที่ผ่านมาคล้ายความฝัน เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาทุกอย่างก็จบสิ้น

ตราพยัคฆ์ทมิฬที่คนใฝ่หาคือตัวแทนตัณหาและความโลภของมนุษย์ อยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเหนือกว่าคนอื่น แม้ตายไปแล้วก็ยังอยากแก้แค้นเอาคืน เมื่อไม่ปล่อยวางวิญญาณจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือหล่อเลี้ยงอำนาจมืด

คนเราก็เท่านี้ เมื่อหยุดแสวงหา…จึงค้นพบความจริงว่าการปล่อยวางจากทุกสิ่งคือความสงบสุขที่แท้จริงในจิตใจ

หลังเหตุการณ์ทั้งหมด “เจ๋ออู๋จวิน” กักตัวสำนึกตน หลานจ้านจึงต้องรับตำแหน่งเซียนตูเป็นประมุขเซียนที่ต้องดูแลทุกคนแทนเขา เว่ยอิงยังอดชมเชยหลานจ้านไม่ได้ว่า

“หลานจ้าน…เจ้าสมกับที่เป็นหานกวงจวิน”

เขารู้ดี…คนอย่างหลานจ้านไม่เคยอยากได้ตำแหน่งหรือความยิ่งใหญ่ ที่เขารับเป็นเซียนตูเพราะหน้าที่และอยากช่วยเหลือทุกคน

หลานจ้านยิ้ม สายตาของเขาที่มองเว่ยอิงเหมือนเมื่อ 16 ปีก่อนไม่ผิดเพี้ยน

“เจ้าก็เช่นกันเว่ยอิง…สมกับที่เป็นเจ้า”

You may also like...

2 Responses

  1. วรันลักษณ์ พูดว่า:

    เขียนบทความนี้เหมือนท่าน กำลังสอนธรรมแก่ ผู้น้อยอย่างเรา
    ขอบคุณค่ะ

  2. อรพร พูดว่า:

    “วันนี้เมื่อแสงหมดสิ้น….ก็ถึงเวลาลงจากเวที”….สะเทือนใจค่ะ ขอบคุณผู้เขียนที่สร้างความกระจ่างในวิธีคิดของตัวละครเว่ยอู๋เซียน…ที่มีแง่มุมดีๆ แทรกอยู่มากมาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *