“เรื่องเพ้อเจ้อ”

ปกติแอดชอบเข้าไปอ่านข่าวในทวิตเพราะรู้สึกว่าข่าวไวดี ได้รู้ว่า “กระแส” ของคนในสังคมตอนนั้นกำลังติดตามอะไรอยู่

เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ IG ยูทูป พอดแคสต์ ฯลฯ สื่อในโลกออนไลน์เยอะจนเรามีข้อมูลเหลือเฟือมากเกินกว่าสองตาจะดูหมดเมื่อเทียบกับเวลาที่เรามี

แอดชอบอ่านและฟังความคิดคนอื่นเพราะในความคิดหลายอย่างจะมีบางคนที่ทำให้เรารู้สึกว่าฟังแล้วได้ประโยชน์เหลือเกิน

แต่ขึ้นชื่อว่า “ความคิดเห็น” ย่อมมีทั้งที่เราเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะทุกคนบนโลกมีสิทธิ์คิด “ข้าวมันไก่ร้านนั้นอร่อย” “น้ำจิ้มร้านนี้ไม่ได้เรื่อง” ข้าวร้านเดียวกันแต่สองความคิดเห็นไม่เหมือนกัน

ในยุคที่ทุกคนมีสื่อออนไลน์อยู่ในมือ เราห้ามใครแสดงความคิดเห็นไม่ได้ ที่ผ่านมาได้อ่านความเห็นที่คิดต่างกันมากมาย ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ดารา นักร้อง ก็ว่ากันไปสุดแล้วแต่

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่กลุ่มก้อนของความคิดนั้นถูกใจคนหมู่มากมันจะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “กระแส”

วันสองวันนี้อ่านเจอกลุ่มความคิดที่ไม่ชอบบางอย่างในทวิตเตอร์จนกลายเป็นกระแส ที่ผ่านมาก็เห็นเรื่อยๆ หลายเรื่อง แต่ทำแค่อ่านเก็บข้อมูล แต่กระแสบางอย่างทำให้แอดหวั่นใจกับความคิดของคนในยุคเรา

ครั้งนึงเคยเจอคน quote ทวิตของคนที่พูดเรื่องกฎแห่งกรรมมาแชร์ต่อโดยขึ้นหัวว่า “เพ้อเจ้อ” และมีคนจำนวนหนึ่งกดถูกใจ

ความเมตตากรุณาของคนไม่ได้เกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดล้วนผลักดันให้คนหาวิธีเอาตัวรอดเพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไป การดิ้นรน ฆ่าฟัน เอาชนะเพื่อให้มีชีวิตที่ดีกว่าเป็นสัญชาตญาณขั้นพื้นฐานของสัตว์โลกตั้งแต่โบราณ

ต่อมาเมื่อเรามีอารยธรรม เราถึงได้ขัดเกลาตัวเองโดยการรู้จักมีคุณธรรม รู้จักช่วยเหลือคนอื่น ความเมตตา การทำความดีต้องถูกปลูกฝัง มีคนทำให้เราดู ส่งต่อความเอื้ออาทรให้กัน คนเราถึงจะยังคงเชื่อในความดีงามและทำพฤติกรรมบางอย่างต่อไป

ถ้าเมื่อไหร่ที่ใครพูดให้คนที่ทำความดีดูเป็นเรื่องสร้างภาพ หรือกลายเป็นสิ่งเพ้อเจ้อและถูกใจจนถึงกับกลายเป็นมวลความคิดขนาดใหญ่…นั่นแสดงให้เห็นว่าสังคมเรากำลังก้าวไปสู่จุดที่ไม่ธรรมดา

เราไม่เชื่อว่า “ความดีคือความดี”

ถ้าคนที่ทำความดีถูกต่อว่ามากๆ เข้า สักวันเขาอาจท้อใจจนหยุดทำความดีอย่างที่เคยทำ และเมื่อหยุดก็อาจจะมีคนพูดว่า โธ่เอ๊ย…ดีไม่จริงน่ะสิ

ความจริงไม่ใช่เลยค่ะ เขาอยู่ไม่ได้เพราะคำพูดบางอย่างทำร้ายเขาเกินไป อ่านดูบางคอมเมนท์บางความคิดเห็นแอดยังสะท้อนใจเลยว่าถ้าเป็นเราล่ะจะรู้สึกยังไง

ทำไมการทำร้ายคนอื่นด้วยคำพูดรุนแรงถึงได้รับการยอมรับ

ทำไมสังคมถึงแรงขึ้นทุกวัน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ สักวันก็จะไม่มีใครเชื่อใจใคร เพราะเราไม่ดูตัวเอง…แต่เราเอาตาของเราไปมองคนอื่นและบอกว่าเขาเป็นคนยังไง

เราวิจารณ์เขา…โดยไม่ย้อนมาดูตัวเรา

นี่แอดก็กำลังเอาตาของตัวเองไปมองคนอื่น และแอดก็ไม่ใช่คนดีค่ะ เป็นแค่คนอ่านที่รู้สึกว่าเรื่องบางเรื่องถ้าเราไม่ได้ยื่นมือช่วยก็อย่าไปกดดันคนที่เขาลงมือทำ นั่งดูเฉยๆ ไม่ปล่อยมวลความคิดทำร้ายกำลังใจใครน่าจะดีกว่า

แต่ที่ผ่านมาแอดก็ได้อ่านข้อความดีๆ ที่ made my day ด้วย ได้เห็นคนกดชอบอะไรดีๆ ก็เยอะ บางมวลความคิดพวกเขาเป็น “กระแส” ที่น่าชื่นใจค่ะ

เรามีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น และสิทธิ์นั้นเป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะสร้างสรรค์หรือทำลายใครก็ได้…จริงๆ เหรอคะ มันถูกต้องแล้วจริงๆ ใช่ไหม…

เราไม่ได้กำลังทำร้ายจิตใจใครเค้าอยู่ใช่ไหมคะ…

©2019 สนามอ่านเล่น All rights reserved.

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น