“เพราะแก่นแท้ของเรื่องราวทั้งหมดอยู่ที่ตัวเรา…”


เพิ่งได้อ่านที่ Sina สัมภาษณ์เซียวจ้านค่ะ อ่านจบด้วยความรู้สึกว่าเขาสบายดี ในขณะที่หลายคนเป็นห่วงว่าเขาจะไหวไหมกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่เซียวจ้านกลับใช้วิกฤตที่เกิดขึ้นให้เป็นโอกาสได้แทบทั้งหมด งานไม่มีเพราะติดโควิดใช่ไหม ก็ดี…จะได้มีเวลาออกกำลังกาย ดูหนังฟังเพลง ทำกิจกรรมที่เคยอยากทำแต่ไม่มีเวลา

เขายังเป็นคนเดิมที่ตอบคำถามด้วยความสุภาพ และยืนยันว่าความสุภาพไม่ใช่สิ่งที่ใครจะใช้ตัดสินว่าเขาเป็นคนสมบูรณ์แบบ มารยาทเป็นสิ่งปกติธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนพึงมี ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์ที่เขาจะปฏิบัติกับใครๆ อย่างดี ในเมื่อเขาถูกสอนมาว่าให้คิดถึงจิตใจคนอื่น

เซียวจ้านคงสงสัยว่าทำไมการมีมารยาทถึงได้กลายเป็นเรื่องที่ทำให้คนๆ หนึ่งสมบูรณ์แบบไปได้ ในเมื่อพ่อแม่ต้องอบรมสั่งสอนมาก่อนที่จะปล่อยให้ออกมาสู่โลกภายนอก

โอ้โห…พูดแรงอย่างไรให้กลายเป็นสีพาสเทล ยังอุตส่าห์สงสัยด้วยนะว่าทำไมมาตรฐานของคนสมัยนี้ถึงไม่สูงเลย

พูดได้ขนาดนี้ ไม่งอแงเป็นเด็กน้อย ยังมีอะไรให้น่าห่วงเหรอคะ ^^ เซียวจ้านข้ามช็อตไปไกลมาก เดินออกจากเรื่องดราม่าของตัวเองและเริ่มทำกิจกรรมเพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคมอยู่ตรงโน้นนนนนแล้วค่ะ

คนเราแตกต่างกันก็ตรงนี้ สำหรับคนที่รู้จักว่าตัวเองคือใคร มีหน้าที่อะไร มีเหตุผลและวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ดี พวกเขาจะมีวิธีคิดและแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม บางคนเมื่อเจอความทุกข์จะรู้สึกว่าตัวเองจมมาก ดำให้สุด ถึงใครฉุดก็ไม่ขึ้น โลกต้องรับรู้ว่าความทุกข์นี้มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

เกิดขึ้นจริงๆ ค่ะ…เข้าใจ แต่ถ้าเราลองเปิดตามองกว้างๆ ไม่มองแต่ความทุกข์ของตัวเอง เราจะเห็นว่าทุกคนบนโลกนี้มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น เด็กก็มีปัญหาแบบเด็ก ผู้ใหญ่ก็มีปัญหาแบบผู้ใหญ่ คนจนก็มีปัญหาแบบคนจน คนรวยก็มีปัญหาแบบคนรวย “มีอะไร” ก็มีปัญหาเพราะสิ่งนั้น

…พูดไปได้ งั้นก็ไม่ต้องทำอะไรหรอกจะได้ไม่ต้องมีปัญหา

แต่เรายังอยู่บนโลกใบนี้นี่คะ เกิดมาแล้ว…และวันหนึ่งก็จะต้องตายแน่นอน จะเกิดมาเพื่อร้องไห้แล้วตายจากไปมันก็กระไรอยู่ เรายังโชคดีกว่าคนอีกหลายคน ข้าวยังมีกิน น้ำยังมีอาบ อวัยวะยังครบ 32 ดังนั้นเมื่อเจอปัญหาเราถึงต้องหาทางแก้ แก้โดยการตั้งสติและคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมดกับตัวเองก่อน

แอดชอบประโยคหนึ่งที่เซียวจ้านพูดค่ะว่า “เพราะแก่นแท้ของเรื่องราวอยู่ที่ตัวผม ถึงคนอื่นจะพูดปลอบใจก็ไม่มีประโยชน์” เราต้องรู้ว่าตัวเราคือใคร ตอนนี้กำลังทำอะไร และที่ทำอยู่ทำเพื่ออะไร เราต้องรู้จักเป้าหมายในชีวิตของตัวเราเอง

คนเราเวลามีปัญหามักจะชอบปรึกษาคนอื่น เพราะตามธรรมชาติแล้วการได้ระบายจะทำให้ตัวคนที่มีความทุกข์อยู่รู้สึกดีขึ้น แต่เราต้องสังเกตตัวเองนะคะว่ากำลังระบายหรือบ่นกันแน่

การระบายคือการเล่าความทุกข์ใจให้อีกคนร่วมรับฟัง เพื่อโล่งแล้วจะได้หาทางแก้ไขและไปต่อ ส่วนการบ่นคือการพูดไปเรื่อยๆ ถึงปัญหานั้นในเรื่องซ้ำๆ เดิมๆ โดยที่ปัญหายังอยู่และไม่ได้รับการแก้ไข

คำพูดปลอบใจถึงจะอบอุ่นและหวังดีแค่ไหนแต่จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยถ้าตัวคนพูดไม่ได้ลงมือทำ เราต้องลองแก้ปัญหาดูก่อนว่าแก้ได้ไหม ถ้าแก้ไม่ได้จะได้ทำใจยอมรับและค่อยๆ ปล่อยวางมันลงไป

เพราะเรื่องบางเรื่องที่เราทุกข์มากก็เพราะตัวเราเองที่ยึดติดกับมัน ยิ่งถ้าเป็นความทุกข์ที่เกิดจาก “สิ่งที่เราอยากได้จากคนอื่น” เช่น การยอมรับ ความผิดหวังเพราะเขาไม่รัก อกหักเพราะเขาไม่รอ ฯลฯ ลองปล่อยดูสิคะ แล้วเราจะเห็นว่าเรายังอยู่ได้ แต่สิ่งนั้นต่างหากที่จะค่อยๆ หายไป

ส่วนความทุกข์ที่เกิดจากตัวเราเอง เช่น ผลสอบไม่ดี งานไม่เสร็จ ก็แก้ที่ตัวเราเอง แก้ที่ความขี้เกียจของเรา ตัดคำว่าขี้เกียจออกไปซะ…ชีวิตของเราก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

เพราะแก่นแท้ของเรื่องราวทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา…ว่าไหมคะ ^^

Credit picture : Twitter@XiaozhanThailand

©2021 สนามอ่านเล่น All rights reserved.

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น