บันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร

ซีรีส์ญี่ปุ่นที่กลับไปดูกี่ครั้งก็ยังร้องไห้ เป็นเรื่องราวของ “อายะ” เด็กสาวมัธยมคนหนึ่งที่สร้างขึ้นมาจากเรื่องจริง เธอเป็นพี่สาวคนโตของน้อง 3 คน พ่อทำร้านเต้าหู้ แม่เป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพ อายะเป็นเด็กดี ช่วยงานในร้านพ่ออย่างขยันขันแข็ง

การเรียนของอายะกำลังไปได้ดี เธอสอบเข้าโรงเรียนมัธยมชื่อดังได้ ในวันสอบเข้าอายะได้เจอกับ “อาโซคุง” เพราะอุบัติเหตุ เขาช่วยให้เธอมาสอบทันเวลา แต่อายะมารู้ทีหลังว่าเขาไม่อยากมาสอบซักนิด แต่ดันสอบได้และกลายมาเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน

อาโซคุงเป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ตรงข้ามกับอายะที่ชอบเล่นกีฬาและทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ เธอได้รับหน้าที่ควบคุมวงประสานเสียงของชั้นในการแสดงที่โรงเรียนกำลังจะจัดขึ้น

ในตอนนั้นอายะแอบชอบรุ่นพี่คนหนึ่งในโรงเรียน และดูเหมือนเขาก็จะชอบเธอเหมือนกัน
แต่ช่วงหลังๆ เวลาอายะหยิบจับอะไร ของมักจะหลุดมือบ่อยๆ เวลาวิ่งก็หกล้ม อายะคิดว่าคงเป็นเพราะตัวเองซุ่มซ่าม แต่แม่ของอายะซึ่งทำงานด้านสุขภาพสังเกตเห็นความผิดปกติจึงพาเธอไปตรวจ

ผลการตรวจปรากฏว่าอายะเป็นโรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานจากสมองน้อยและไขสันหลัง การดำเนินโรคเป็นไปอย่างช้าๆ ผู้ที่เป็นโรคนี้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายจะค่อยๆ เสื่อมลงจนกระทั่งผู้ป่วยเสียชีวิต

ตอนแรกพ่อกับแม่ไม่กล้าบอกอายะ เธอเพิ่งสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายที่ตัวเองใฝ่ฝันได้ อายุก็ยังน้อย ทำไมต้องมาเจอเคราะห์กรรมแบบนี้ หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่สงสารลูกใจจะขาด

อายะกำลังมีความสุขกับชีวิตในโรงเรียนจริงๆ เธอไม่รู้เลยว่าหน้าที่ผู้ควบคุมวงในงานประกวดของโรงเรียนจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้ทำในฐานะคนปกติ

ถ้าอายะไม่ใช่เด็กดีที่ตั้งใจเรียน เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นพี่ที่ดีของน้อง และเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน เราคงทำใจกับชะตากรรมของอายะได้ไม่ยาก แต่เมื่อถึงตอนที่พ่อและแม่บอกอายะ คนดูก็สะเทือนใจไปพร้อมๆ กับเธอ

โรคของอายะหนักขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยแค่หยิบของแล้วหลุดมือ เดินสะดุดล้ม ตอนนี้ร่างกายเริ่มเคลื่อนไหวลำบาก แขนและขาเริ่มติดขัด เวลาไปไหนหรือจะทำกิจกรรมอะไรในโรงเรียน เธอต้องมีเพื่อนคอยช่วยเหลือ

แรกๆ เพื่อนทุกคนเต็มใจช่วยเธอ แต่เมื่ออายะเป็นมากขึ้น บางคนก็เริ่มรู้สึกว่าเธอเป็นภาระ รุ่นพี่ที่เหมือนจะชอบเธอ ก็ค่อยๆ ตีตัวออกห่าง

มีเพียงอาโซคุงที่ดูอยู่เงียบๆ ในตอนแรก ที่ค่อยๆ ก้าวเข้ามาเป็นเพื่อนที่อยู่เคียงข้าง เมื่อมีอาการมากขึ้น ครูประจำชั้นก็เรียกพ่อกับแม่ของอายะมาพบ เธอเพียงคนเดียวทำให้เพื่อนทั้งห้องต้องรอ

อายะเข้าใจแล้วว่าเธอไม่เหมือนเดิม แม้จะอยากเรียนมากแค่ไหน แต่ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธออีกต่อไป อายะบอกพ่อกับแม่ว่าเธอจะไปเรียนที่โรงเรียนสำหรับผู้พิการ เพื่อลดภาระในการดูแลของพ่อแม่ และไม่เป็นภาระกับเพื่อนและครู

ในช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิต อายะเขียนบันทึกของตัวเองทุกวันถึงโรคที่เธอเป็น แม้จะมีเพื่อนน้อยลง แต่อาโซคุงก็ยังแวะเวียนมาเยี่ยมเสมอ ความรู้สึกค่อยๆ พัฒนาเป็นความรัก ความพิการทางร่างกายไม่ได้ทำให้อาโซคุงไม่รักเธอ

แต่อาการของโรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อายะเริ่มพูดติดๆ ขัดๆ เป็นคำสั้นๆ กระท่อนกระแท่น เธอเคลื่อนที่เองไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น และสุดท้ายคือนอนติดเตียง

สภาพของอายะในตอนนี้ทำให้เธอคิดมาก เธอไม่อยากเป็นภาระของอาโซคุง มันคงดีกว่าถ้าเขาไปรักคนปกติที่ไม่ใช่คนพิการ ในที่สุดอายะตัดสินใจบอกกับอาโซคุงว่าอย่ามาหาเธออีก เป็นการบอกเลิกที่เจ็บปวดที่สุดทั้งสองคน

เวลาผ่านไปหลายปี อายะที่นอนอยู่บนเตียงแทบขยับตัวไม่ได้แล้ว ใช้การจิ้มตัวอักษรแทนการพูดออกมา เธอยังคงไม่หยุดเขียนบันทึก อายะเคยบอกแม่ว่าการเขียนบันทึกเป็นการยืนยันว่าตัวเธอยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

วันหนึ่งอาโซคุงที่ตอนนี้กำลังเรียนหมอกลับมาเยี่ยมอายะ เขากลับไปเป็นคนเดิมที่เคยเงียบขรึมอีกครั้ง อาโซคุงเอาจดหมายของเด็กที่ป่วยเป็นโรคเดียวกับอายะมาอ่านให้เธอฟัง เนื้อความในจดหมายเด็กคนนั้นขอบคุณบันทึกที่อายะเขียน เขาบอกว่าเรื่องราวของเธอทำให้เขามีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคนี้ต่อไป

อายะดีใจที่เธอสามารถสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้บ้าง น้องสาวของอายะที่เคยทำตัวมีปัญหาเพราะคิดว่าสู้พี่สาวไม่ได้ ก็กลับมาเป็นน้องที่น่ารัก ตั้งใจไปสอบในโรงเรียนมัธยมที่อายะเคยอยากเรียน เพื่อทำให้ความฝันของเธอเป็นจริง

อาโซคุงอ่านจดหมายพร้อมน้ำตา เขายังรักอายะเสมอไม่ว่าเธอจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน ที่เขาตัดสินใจเรียนหมอ ก็เพื่อจะหาทางช่วยผู้ป่วยที่เป็นโรคแบบเดียวกับเธอให้ได้

ส่วนน้องชายที่เคยอับอายในโรคที่เธอเป็นก็กล้าเผชิญหน้ากับความจริงเรื่องที่พี่เจ็บป่วย พ่อและแม่ก็มีกำลังใจมากขึ้น เมื่อเห็นอายะปรับตัวและทำกิจกรรมต่างๆ อย่างไม่ยอมแพ้
ในที่สุดอายะก็จากไปอย่างสงบในเช้าวันหนึ่ง ทิ้งไว้เพียงรอยน้ำตาของคนข้างหลังและบันทึกที่เธอเขียน

เรื่องราวของอายะบอกอะไรเราได้บ้าง…
กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้เรามีกำลังใจ อายะนั้นโชคดีที่มีกำลังใจของตัวเอง และได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง มีคนในบ้านช่วยกันดูแลเอาใจใส่ ทำให้อายะพยายามใช้ชีวิตให้ดีที่สุดเพื่อคนที่เธอรักและรักเธอ

ไม่มีใครอยากป่วยหรือพิการ คนทุกคนอยากมีชีวิตปกติ เป็นคนธรรมดาที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

เรื่องบางเรื่องแม้หนีไม่ได้ แต่ความโชคร้ายบางอย่างอาจทำให้เราพบความโชคดีบางอย่างเช่นกัน อายะได้พบเพื่อนที่กลายมาเป็นคนที่รักเธอจริงๆ อย่างอาโซคุง

และอายะยังได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าจนถึงวินาทีสุดท้าย ทุกวันเธอไม่เคยหยุดเขียนบันทึก ทุกคำที่ค่อยๆ เขียน มือสั่นเพราะจับปากกาไม่ได้ จนกระทั่งค่อยๆ จิ้มทีละตัวอักษร เธอทำมันออกมาจากหัวใจ เพราะหวังว่าชีวิตของเธอจะเป็นประโยชน์กับคนป่วยที่อยู่ข้างหลัง

คนพิการอาจถูกมองว่าเป็นภาระของสังคม แต่อายะเป็นตัวอย่างหนึ่งของคนป่วยด้วยโรคที่ทำให้สมรรถภาพทางร่างกายถดถอยแต่ยังพยายามใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้ดีที่สุด

บางคนรังเกียจคนพิการเพราะคิดว่าคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้คือภาระของคนอื่น ก็สามารถคิดได้..มีบางคนใช้ความพิการของตัวเองเป็นเครื่องมือเรียกร้องความเห็นใจจากสังคม แต่ตัวเขาก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ทำ เมื่อไม่พยายามช่วยเหลือตัวเอง ความภาคภูมิใจในตัวเขาจะลดลง

แต่คนป่วยอย่างอายะก็มีไม่น้อย พวกเขาไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองที่ได้รับการปฏิบัติอีกแบบ มีสัญลักษณ์ติดตัวว่าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

เราทุกคนล้วนก้าวไปสู่ความพิการในวันที่ความแก่เฒ่าคืบคลานมาหา หูที่ไม่ได้ยิน ตาที่มองไม่เห็น แขนขาที่ขยับได้ลำบาก สิ่งเหล่านี้ใช่ความเสื่อมถอยทางสมรรถภาพที่เรียกว่าความพิการได้หรือไม่

หากวันหนึ่งเราต้องเป็นแบบนั้น คนทุกคนล้วนอยากให้คนรอบข้างรู้สึกและปฏิบัติกับเราอย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์เหมือนคนปกติ ไม่ใช่คนป่วยหรือคนพิการ

#ถ้าเราเป็นเขา
#ความสามารถในการดูแลตัวเองและดูแลคนอื่น
#บันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร#1LitreOfTear #สนามอ่านเล่น

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น